Month: พฤศจิกายน 2020

ตำรวจฆ่าเมียตัวเองลั่นว่าปืนลั่น

ในกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในตอนนี้คือตำรวจ  หรือว่าผู้กองบอยที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือหรือว่าแชร์ในโลกออนไลน์ที่ได้บอกว่าเมียตัวเองนั้นฆ่าตัวตาย  เพราะว่าเกิดอาการน้อยใจนั่นเอง แต่ว่าด้วยเรื่องหลักฐานนั้นเป็นเรื่องที่โกหกเพราะว่าทางญาติของฝ่ายหญิงได้มีการขอร้องให้ตรวจสอบข้อมูลใหม่เพราะว่าไม่เชื่อว่าลูกสาวจะฆ่าตัวตาย

  เพราะว่าลูกสาวเป็นห่วงลูกของเขามากซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน   และก็ได้มายอมรับคำสภาพว่าเราเขานั้นได้ทำปืนลั่นเพราะว่าการที่เรานั้นได้คำครั้งแรกคือการรับให้คำปากคำคือการที่เข้าไปให้ปากคำว่า  ว่าเขานั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย  ซึ่งเรานั้นก็ได้ติดตามข่าว เพื่อที่จะได้รู้ว่าข่าวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริง

และก็ได้ให้กลับคำพูดเพราะว่าจะเป็นการที่จะบอกว่าปืนนั้นลั่นเพราะว่าการที่ปืนลั่นนั้นมีสาเหตุเพราะว่า เรานั้นเกิดทะเลาะกันเพราะว่าการนั้นมีปากเสียงกัน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวนั่นเองคือว่าเป็นอาการที่ผมนั้นขอหลับนอนกับแฟนแต่ว่าเมียนั้นไม่ยอมที่จะเข้ามานอนด้วยแต่ว่าการที่เรานั้นขอนอนเพราะว่าคือการที่ผมขอนอนนั้นเป็นเรื่องที่ผมนั้นเมาด้วย

แต่ว่าการที่เรานั้นขอเมียนอนแต่ว่าเมียไม่ยอมผมก็เลยมีปากถียงกัน  และเมียผมก็มานอนข้างล่าง  แต่ว่าผมนั้นก็ง้อเมียผม  แต่ว่าเมียก็ไม่ยอม ก็เลยทะเลาะกัน จากนั้นผมก็เมาก็เลยเดินเข้าห้อง แล้วเข้าไปหยิบปืนขึ้นมาขู่ แต่ว่าเมียผมนั้นกลับมาชวนให้ผมนั้นยั่วโมโหเพราะว่าบอกว่ายิงเลย  กูก็อยากตายเหมือนกันถ้ามึงกล้ามึงก็ยิงเลย

  จากนั้นก็เลยเกิดการแย่งปืนกัน จนที่สุดนั้นเกิดเหตุการณ์ปืนลั่น จนทำให้เมียตาย  แต่ว่าการที่ผมนั้นเอาผ้าห่มนั้นปิดเมียผมซึ่งหลังจากที่ผมให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแล้วซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นก็เห็นแล้ว แต่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่ผมนั้นไม่ได้บอกว่าผมนั้นยอมรับแต่แรก  คือว่าการที่ผมไม่ยอมบอกตั้งแต่แรกนั้นเป็นเพราะว่าผมนั้นไม่กล้าบอกเพราะว่าผมตกใจ  

แต่ว่าที่จริงแล้วนั้นเกิดจากที่เจ้าหน้าที่นั้นไปเจอเขม่าดินปืนอยู่ที่นิ้วมือของผู้กองบอยนั่นเอง  ว่าง่ายๆนั้นผู้กองบอยนั้นยอมรับเพราะว่าเกิดจากพยานหลักฐานที่ต้องยอมจำนนนั่นเอง  

    แต่ว่าเป็นข่าวในเรื่องเพราะว่าการที่ในตอนนี้สังคมนั้นออกมาพูดว่าเพราะว่าอะไรทำใมผู้กองถึงทำกับเมียไม่สงสารลูกเพราะอะไร  ผลสรุปนั้นก็คือการที่ผู้กองบอยนั้นมีเมียอีกครอบครัวหนึ่ง  ว่าง่ายนั้นคือผู้กองบอยมีเมียสองคน ก็เลยทำให้เกิดเรื่องคนเกิดจากการหึงก็ได้

 

สนับสนุนโดย  ufabet เว็บตรง

ขโมยรูปคนอื่นมาใช้แจ้งข่าวสารในเพจ

หน้าไม่อาย # เดินเชียร์ลุง ขโมยรูปคนอื่นมาใช้แจ้งข่าวสารในเพจ พอมีคนจับได้อ้างถูกวางยา

              ช่วงนี้มีงานใหญ่ระดับประเทศสองงานพร้อมกันคือ งานวิ่งลุง กับงานเดินเชียร์ลุง ซึ่งทั้งสองงานมีการจัดกันคนละที่แต่จัดวันเดียวกัน เมื่อมีการเดินเสร็จทางเพจของแต่ละงานก็จะมีการนำรูปในงานมาลงเพื่อให้ประชาชนได้ดูกัน แต่มีคนตาดีเห็นว่าเพจของโครงการเดินเชียร์ลุง ได้นำภาพของโครงการวิ่งไล่ลุงมาใช้ซึ่งเมื่อมีคนทักท้วงไปหลายคนมากจนเจ้าของเพจได้ออกมายอมรับว่าทำจริง

เพราะนำภาพจากคนที่มาร่วมงานส่งมาให้ไม่คิดว่าจะมีคนวางยา ตัวเองไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนจึงมีการนำภาพมาลงและตอนนี้ได้ลบภาพเหล่านั้นออกไปหมดแล้ว ซึ่งทางเพจออกมาบอกว่าในงานเดินเชียร์ลุงมีคนมาเป็นจำนวนมากเกินสองหมื่นกว่าคนด้วยซ้ำ

           สำหรับโครงการทั้งสองโครงการเป็นโครงการที่ประชาชนทุกคนสนใจกันเป็นอย่างมาก น่าเสียดายที่จัดงานตรงกับวันเด็กไม่งั้นคงมีอีกหลายหมื่นคนที่ไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งเราคงไม่สสามารถวัดได้จากข้อมูลของเพจแต่ละเพจว่าโครงการไหนที่คนให้การตอบรับและสนับสนุนมากกว่ากัน เพราะภาพที่นำมาลงในเพจอาจมีการนำรูปจากที่อื่นมา

หรือมีการปรับแต่งรูปมาก่อนแล้วค่อยนำภาพมาลงก็ได้ ที่ดีที่สุดคือเราต้องได้เห็นด้วยตาของตัวเองจากทั้งสองงานเลยว่ามีคนมาน้อยแค่ไหน แต่ถึงจะรู้จำนวนคนก็ไม่ได้มีผลอะไรขึ้นมา เพราะถึงแม้โครงการวิ่งไล่ลุงคนจะออกมาช่วยกันวิ่งเยอะ แต่หากลุงไม่สนใจ ต่อให้วิ่งไล่กันทั้งประเทศก็ไม่เกิดผลอะไรเช่นกัน และในขณะเดียวกันการเดินเชียร์ลุง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่มาเดินเชียร์ไม่ได้ถูกบังคับมาให้เดิน เพราะส่วนใหญ่จะมีการบังคับพวกข้าราชการและพวกทีทำงานรัฐวิสาหกิจให้มาช่วยกันร่วมเดินเพราะถือว่าทำงานด้วยกันย่อมต้องช่วยเหลือกัน ดังนั้นต่อให้ทั้งสองโครงการมีคนมาเดินเยอะแค่ไหนก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี

          และสำหรับข่าวของเพจฝ่ายโครงการเดินเชียร์ลุงที่กำลังมีกระแสออกมานี้ คนที่ทำหน้าที่ดูแลเพจควรจะมีความรับผิดชอบในงานของตัวเองมากว่านี้เพื่อที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะได้ไม่ดูแย่ในสายตาของประชาชนมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ เพราะยิ่งมีข่าวแบบนี้ออกมามากเท่าไหร่ ชื่อเสียงของฝ่ายรัฐบาลก็ยิ่งดิ่งลงเหวมากเท่านั้น ถึงแม้จะไม่มีผลต่อการถูกยุบพรรค แต่ก็ไม่ควรมีข่าวไม่ดีออกมาเพื่อหน้าตาของรัฐบาลเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บบาคาร่า sa ขั้นต่ำ 5 บาท

เย้ยกฏหมายไม่แคร์โควิด-19

โจ๋เสพยา จัดปาร์ตี้ริมสระ ในโรงแรมดังกลางเมืองเชียงราย เย้ยกฏหมายไม่แคร์โควิด-19

      วัยรุ่นชายหญิงรวมตัวกัน 20 กว่าคนจัดปาร์ตี้ริมสระไม่แคร์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ไม่สน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และไม่กลัวกฎหมาย    ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองประจำจังหวัดเชียงรายโรงแรมดังเนื่องจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ทำการร้องเรียนเข้าไปเพราะพบว่ามีการเข้ามาเปิดห้องพักแล้วจัดงานปาร์ตี้กันพร้อมทั้งส่งเสียงดัง  

      เมื่อเวลา ห้าทุ่ม ของเมื่อคืนที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงแรมดังแห่งหนึ่งว่าให้มาตรวจสอบที่โรงแรมแห่งนี้เนื่องจากพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนมากทั้งชายและหญิงมีการพบปะจัดงานสังสรรค์กันและมีการกินเหล้ากินเบียร์เสพยารวมถึงตอนนี้มีสภาพเมาสุราและเมายากำลังมั่วสุมกันอย่างสนุกอีกทั้งบางคนยังถึงขนาดไม่ใส่เสื้อผ้าเลยก็มีซึ่งชาวบ้านยังได้บอกอีกว่าเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้มีการจัดงานเลี้ยงกันตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมาซึ่งตอนนี้ก็ผ่านไป 2 วันแล้วแต่ก็ยังไม่มีเลิกราและยังคงส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านจึงต้องการให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจสอบ

    ละเมิดเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่โรงแรมดังกล่าวก็พบว่ามีการใช้สารเสพติดจริงๆทั้งยาอีและยาไอซ์รวมถึงมีการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งจากการเช็คกับทางเจ้าหน้าที่โรงแรมพบว่าวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวมีการมาเปิดห้องพักจำนวน 3 ห้องและมีการจัดเรียงกันอยู่ริมสระหน้าห้องซึ่งทั้งหมดมีอาการมึนเมาคล้ายๆเมายาเสพติดและเมาสุราบางคนเมาหนักมากถึงขนาดถอดเสื้อผ้าและเมื่อตรวจสอบพบว่าผู้ที่เริ่มจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้

ก็คือนายนิรันดร์โดยนายนิรันดร์ยอมรับสารภาพว่าได้มีการเชิญชวนกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มาจากทุกจังหวัดซึ่งตัวแต่นี้มันเองนั้นเป็นชาวจังหวัดตราดและได้มีการติดต่อพูดคุยกับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ผ่านทางช่องทางไลน์และนัดแนะการเพื่อจะเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงรายและเปิดห้องพักเพื่อทำการปาร์ตี้ยาอีกัน 

จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางเข้าจับกุมในที่สุด  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดจากพี่กลุ่มวัยรุ่นมีการจัดงานกันเสียงดังเกินไปทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นได้รับความไม่สะดวกและรำคาญจึงได้โทรไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบจึงพบว่าทั้งหมดมีการร่วมกันใช้สารเสพติดซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการตั้งข้อหาเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดแล้ว

และอาจจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าจะถูกแจ้งข้อหาฐานความผิดละเมิดประกอบฉุกเฉินรวมถึงไม่ทำตามกฎหมายที่มีการร้องขอว่าห้ามรวมตัวกันหรือไม่ ทั้งนี้วัยรุ่นทุกคนที่ถูกจับกุมได้ในครั้งนี้จะมีการถูกนำตัวไปตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกายและถูกดำเนินคดีเป็นรายบุคคลอีกครั้ง 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet

แม่เลี้ยงสั่งกักตัวลูกวัย 7 ขวบไว้ในรถเพราะกลัวติดโควิด-19

   ที่จังหวัดนครปฐมได้มีผู้ใช้ Facebook รายนึงมีการโพสต์ภาพเด็กชายอายุน่าจะประมาณ 7 ขวบกำลังนั่งเล่นอยู่ที่บ้านร้างโดยข้อความใน Facebook ระบุว่าแม่เลี้ยงใจร้ายไล่ให้เด็กชายอายุ 7 ขวบมาอยู่ที่บ้านร้างเพราะกลัวติดเชื้อไวรัสโควิด-19จากเด็กซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทั้งนักข่าวจึงได้ลงไปในพื้นที่เกิดเหตุและเป็นบ้านของเด็กชายวัย 7 ขวบที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ซึ่งเมื่อไปถึงนักข่าวก็พบกับแม่เลี้ยงของเด็กชายวัย 7 ขวบคนดังกล่าวโดยสมมุติว่าเธอชื่อนางพร 

เธอให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดของชาวบ้านที่อาตมาเห็นเหตุการณ์แล้วรู้ข้อมูลไม่ครบถ้วนซึ่งจะได้ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าในตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่แล้วเด็กชาย วัย 7 ขวบก็ติดเชื้อไวรัสโควิด-19เธอจึงเกรงว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวจะมาติดเธอซึ่งกำลังตั้งครรภ์อยู่เธอจึงได้ตกลงกับเด็กชายวัย 7 ขวบว่าจะต้องมีการกักตนเอง

เด็กชายก็ยอมรับเงื่อนไขซึ่งปกติแล้วเธอจะให้เด็กชายนอนอยู่ในรถหน้าบ้านแต่ในวันดังกล่าวที่มีเพื่อนบ้านถ่ายรูปได้นั้นมีเพื่อนบ้านอีกคนนึงสงสารเด็กที่ต้องอยู่ในรถจึงได้ไปปูเสื่อให้เด็กชายคนดังกล่าวไปนอนอยู่ตรงบ้านร้างโดยให้เด็กนั่งอยู่ที่บ้านร้างแค่ในช่วงเวลากลางวันเท่านั้นส่วนกลางคืนเด็กก็กลับมานอนที่บ้านเหมือนเดิมแต่เพื่อนบ้านคนที่ถ่าย Facebook ไปอาจจะเห็นแค่ตอนอยู่ตอนกลางวันก็เลยนำรูปไปโพสข้อความดังกล่าวสร้างความเสียหายมาให้กับตนเองนางพรยังบอกด้วยว่าเด็กชายวัย 7 ขวบเป็นเด็กเกเรพูดจาไม่ค่อย

เพราะแล้วที่สำคัญเป็นเด็กติดเกมขึ้นครั้งหนึ่งเด็กชายวัย 7 ขวบยังเคยขโมยบัตร ATM ของเธอไปกดเงิน 9,000 บาทเพื่อไปซื้อเกมทำให้เธอต้องดัดนิสัยเด็กชายทั้งนี้ก่อนหน้านี้เธอเคยประสานงานไปทางแม่ของเด็กเพื่อให้มารับตัวเด็กไปเลี้ยงแต่แม่ของเด็กไม่ยอมรับเลี้ยงเด็กคนดังกล่าวเธอจึงต้องเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กเองนางพรยังบอกอีกว่าเธอไม่ได้รังเกียจเด็กเพียงแต่ว่าเธอกลัวที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19

เธอจึงได้คุยกับเด็กและให้เด็กกับตัวเองเป็นระยะเวลา 14 วันก่อนซึ่งยืนยันได้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาให้เด็กชายคนดังกล่าวก็อยู่นอกบ้านจริงๆในขณะนี้พบว่าเด็กยังไม่มีอาการมีไข้หรือมีอาการอะไรแต่เพื่อความปลอดภัยจึงต้องมีการกักตัวเด็กให้ห่างจากคนอื่นไปก่อน

     จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถึงแม้ว่าเด็กจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแต่การที่ปล่อยให้เด็กไว้แค่เพียง 7 ขวบนั้นไปนอนอยู่นอกบ้านไม่ว่าจะเป็นนอนอยู่ในรถหรือแม้แต่นอนอยู่ที่บ้านร้างก็ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะเด็กยังเล็กมากจนเกินไปยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ งั้นควรจะหาห้องว่างให้เด็กอยู่แต่ในห้องนั้นแทนที่จะเป็นการดีที่สุดซึ่งปัจจุบันนางสาวพรซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเด็กวัย 7 ขวบที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้มีการเปลี่ยนให้เด็กมาอาศัยอยู่ในบ้านแล้วโดยให้เด็กย้ายไปอยู่ในห้องพระแทน 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย    aesexy