จักรยานที่เหมาะในการขับขี่ในเมืองนั้นต้องเป็นเจ้านี้เลย

จักรยานซิตี้ไบค์ ซึ่งมีความโดดเด่น และที่ไม่เหมือนใครหากจะเน้นคุณสมบัติด้านใดและไม่เหมือนกับรถจักรยานรุ่นอื่นๆอย่างเช่น  รถจักรยานพับได้ หรือจะเป็น รถจักรยานเสือภูเขารถจักรยานเสือหมอบ หรือจะเป็นจักรยานทัวร์ริ่งอีกคันเช่นกัน อย่างไรก็ตามในวันนี้เราก็จะมาสรุปผลให้เห็นถึงข้อแตกต่างกัน

หากเป็นการขับขี่บ่อย หรือใช้บ่อยเป็นรถจักรยานและที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันและไม่ยุ่งยาก หรือหยิบเอาออกมาปั่นได้สบายโดยที่เราไม่ต้องดูแลอะไรมาแล้วก็ไม่ยากต่อการเก็บรักษาอยู่ง่ายสบายแค่เราสูบลมแล้วก็ปั่นได้เลยอย่างง่ายดาย

ซึ่งเจ้าของนั้นก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย หรือต้องมาคิดหนักในช่วงจะออกไปขับขี่รถจักรยาน หรือในแต่ละทีก็จะรวมไปถึงชุดขับขี่รถจักรยานใส่อะไรอยู่เราก็สามารถออกไปปั่นได้เลยในชุดนั้น ถึงแม้จะไม่ใส่ชุดกีฬาก็ตามก็ขับสบาย และต้องเป็นรถจักรยานที่ต้องขับขี่แล้วมีความรู้สึกสบาย มีตัวรถที่รู้สึกเบาและสามารถควบคุมบังคับรถได้ง่าย และต้องมีความทนทานอีกอย่างต้องแข็งแรงด้วยแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนวลไม่แข็งกระด้างมากเกินไปและรับกับสภาพท่องถนนอย่างบ้านเราได้ด้วย

เมื่อขับขี่แล้วต้องไม่รู้สึกเหนื่อยหรือปั่นไม่สบาย แล้วไม่เหมาะสมกับสภาพท่องถนนในเมือง นอกจากนี้รถจักรยานในเมืองต้องถูกออกแบบมาตั้งแต่วัสดุของเฟรมรวมไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่น ขนาดของยาง เป็นต้น

วิธีการดูแลรถจักรยานที่ใช้เป็นประจำสามารถดูแลได้อย่างง่าย ๆ

ซึ่งตัวคุณเองนั้นสามารถทำเองได้ที่บ้านแล้วทุกคนก็ยังสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองซึ่งมีวิธีที่ ไม่ซับซ้อนแล้วก็ไม่ต้องการใช้เครื่องมือพิเศษใดๆหากคุณต้องการจะเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีความสึกหลอหรือตามอายุการใช้งานต่างๆหรือตามระยะเวลาของอะไหล่นั้นและที่สำคัญเลยต้องหาของได้ง่ายและหาของเทียบมาทดแทนได้ง่ายแล้วราคาก็ไม่แพงมากนัก

ซึ่งคุณภาพดีและความปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ขับขี่และทัศนวิสัยดี ซึ่งในการขับขี่รถจักรยานในเมืองนั้นการมองเห็นก็เป็นสิ่งรอบตัวที่เป็นสิ่งสำคัญมากทั้งในทางบวกซึ่งมันเป็นวิวทิวทัศน์อีกทั้งยังเป็นการดำเนินชีวิตรอบตัวหรือในทางลบก็คือเหตุอันตรายรอบตัวเรา

ซึ่งมีตั้งแต่พาหนะอื่นๆและคนเดินข้ามถนน ฝาท่อ หลุม เช่นกัน ในการขับขี่นั้นจำเป็นที่จะต้องเน้นไปในการมองสิ่งรอบตัวและห้ามก้มมองอยู่แต่กับถนนหรือรถจักรยานประเภทที่ขับขี่ตัวตั้งตรงรถจักรยานต้องสามารถรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มันจำเป็นต่อสำหรับผู้ขับขี่ อย่างเช่นตะกร้าสำหรับใส่ของเพื่อในการขับขี่ ไปซื้อของเป็นประจำ        

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก รู้ทันบาคาร่า

คล็อปป์เผยความจริงของเกอิต้า จะลงสนามเจอกับเอฟเวอร์ตันหรือไม่

นาบี เกอิต้า มิดฟิลด์ลิเวอร์พูล

ได้รับบาดเจ็บตอนที่อบอุ่นร่างกายในช่วงก่อนเกมเชฟฯ ยูไนเต็ด โดยล่าสุดคล็อปป์ได้ออกมาบอกแล้วว่า เกอิต้าจะหายไม่ทันไปเล่นในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 กับ เอฟเวอร์ตันแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะต้องพักนานแค่ไหน

โดยในนัดที่ลิเวอร์พูล เปิดรังเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-0 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา เขาเกิดบาดเจ็บตรงโคนขาหนีบ ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้ และสุดท้าย เจมส์ มิลเนอร์ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแทน

กุนซือลิเวอร์พูลเผยว่า

ผมเองไม่รู้ว่าเขาจะเจ็บหนักขนาดไหน แต่ว่าเขาเกิดการบาดเจ็บตรงโคนขาหนีบ แต่ว่าเขาไม่สามารถลงเล่นในนัดที่พบเอฟเวอร์ตันได้แน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะที่มีประสบการณ์มากและน้อยปนๆกัน ผมก็มองว่ามันไม่ได้มีผลดีกับเกมเท่าไร แต่มันก็ต้องลงไปเล่นอยู่ดี มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว และผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมคิดว่าเกอิต้าบาดเจ็บในช่วงอบอุ่นร่างกายแน่ๆ

เพราะว่าเขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวแบบกะโผลกกะเผลก และแน่นอนเรื่องอาการบาดเจ็บของนักกีฬานั้นมันไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะมันทำให้ต้องพักฟื้นและอดเล่นเป็นตัวจริงในสนาม เพราะการที่คุณบาดเจ็บก็ทำให้เสียโอกาสหลายอย่างไปมากเหมือนกัน อย่างเกอิต้านี่ผมไม่รู้ว่าเขาบาดเจ็บเยอะหรือมากน้อยอย่างไร และไม่รู้ว่าต้องพักฟื้นนานหรือเปล่า แต่ต้องบอกเลยว่าเขาไม่สามารถลงเล่นเกมในวันอาทิตย์นี้ได้แน่นอน

ใครเป็นแฟนคลับเกอิต้าก็ขอให้คุณให้กำลังใจเขาด้วย ให้เขากลับมาลงสนามได้ไวๆ จะได้เล่นให้กับทีมและนำพาทีมไปชนะได้  เพราะการที่ได้ลงเป็นตัวจริงแสดงว่าเขาเองก็มีดีอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นตัวจริงได้อย่างไรล่ะจริงไหม ขอให้หายเร็วๆแล้วกัน เพื่อทีมหงส์แดงนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม คิดว่าทีมนี้คงจะนำเป็นจ่าฝูงอีกนาน เพราะเขามีฟอร์มการเล่นที่ดีอยู่แล้ว

 

สนับสนุนข่าวกีฬาโดย วิธีเล่นบาคาร่าให้รวย

วันนี้ขอนำทุกท่านพบกับ  4 อันดับนักฟุตบอลที่อดีตเคยสร้างชื่อเสียงไว้โด่งดัง แต่ปัจจุบันใกล้จะพังแล้ว  ซึ่งจะมีใครกันบ้างนั้น จะมีนักเตะที่คุณชื่นชอบหรือเปล่า เชิญติดตามรับชมพร้อม ๆกันเลยครับ  

  1. มาริโอ เกิตเซ่

อันดับแรกนี้ถือเป็นหนึ่งในนักเตะในดวงใจของแฟนบอลหลายล้านคน  ซึ่งมาริโอ เกิตเซ่เองก็เคยมีช่วงเวลาที่พีคสุด ๆกับทีมสังกัดมาแล้วมากมาย  โดยเฉพาะกับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก World Cup เมื่อปี 2014   

และแม้จะฝีเท้าดี แค่ไหน แต่อย่างไรเขาก็ยังไปได้ไม่สุด เพราะปัญหาใหญ่ของเกิตเซ่ คือ อาการบาดเจ็บที่ตามรบกวนอย่างหนักหน่วง  ประกอบกับตอนที่ย้ายไปเล่นให้บาเยิร์น มิวนิค ก็ไม่ได้เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุกอย่างที่ตัวเองถนัด ตอนเมื่อกลับต้นสังกัดเดิมที่ดอทมุนท์ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมอีกต่างหาก หนำซ้ำฟอร์มการเล่นก็ดรอปลง หากเป็นแบบนี้ต่อไปอาจต้องยอมปิดฉากการค้าแข้งลงก็เป็นได้   

 

  1. ดาเนียล  สเตอร์ริดจ์

ดาเนียล สเตอร์ริจ นักเตะกองหน้ากับท่าเต้นสุดกวนอันเป็นเอกลักษณ์  ในสมัยที่ค้าแข้งอยู่กับสโมสรลิเวอร์พูล เพียงแค่นัดแรกที่ลงสู่สนามก็สามารถปราชัยคู่แข่ง ด้วยการจบสกอร์ไปได้อย่างเด็ดขาด แถมเป็นกำลังหลักของทีม คอยแอสซิสต์ และเป็นจอมสังหารที่สามารถพาลิเวอร์พูลไปอยู่บนสุดของตารางอันดับได้แบบสบาย ๆ   

แต่พอช่วงปลาย ๆฤดูกาลที่ 2 ร่างกายของเขาไม่อาจปฏิเสธกับอาการบาดเจ็บที่เกิดกับตัวเองแทบจะทุกนัดได้เลย ซึ่งจากที่เคยทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมได้ประตู  ก็ต้องมาพักฟื้นแบบที่เรียกได้ว่า ไม่มีกำหนดการอยู่อย่างนั้นมาเรื่อย ๆ จนมาบวกกับตอนที่ซาล่าได้มาเสริมทีมด้วยแล้ว เขาก็คงทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับความจริงจากการตัดสินใจของ  เจอร์เก้น คล็อปป์ 

 

  1. แจ็ค วิลเชียร์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เส้นทางอาชีพวิลเชียร์สมัยที่อยู่กับปืนใหญ่แรก ๆ ทักษะของเขาสามารถความฮือฮาให้กับแฟนบอลได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยการเป็นนักเตะที่น้อยที่สุดของประวัติศาสตร์สโมสรอาร์เซน่อล 

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาโชคร้าย จากการพักฟื้นรักษาตัวข้อเท้าทั้งซ้ายและขวา ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายสักที  พอหายดีก็มีปัญหาที่ส่วนอื่นตามมาอีก ไม่ว่าจะ หัวเข่า หรือ กล้ามเนื้อ แจ็ควิลเชียร์ แน่นอนครับ เจ็บหนักขนาดนี้ จึงทำให้ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่น จนหลังจากหมดสัญญากับอาร์เซนอล แจ็ก วิลเชียร์ ต้องมากลับกลายเป็นนักเตะค่าตัวฟรีให้กับทีมเล็ก ๆอย่างสโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ดไปโดยปริยาย 

  1. อเล็กซานเดร ปาโต้

ต้องยอมรับตลอดช่วงเวลาที่นักเตะแซมบ้ารายนี้อายุราว ๆ  18 – 24 ปี เขาสามารถโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนเป็นที่ประจักษ์ทั้งในสโมสร และทีมชาติ พร้อมทั้งเป็นที่หมายตาของหลาย ๆสโมสรยักษ์ใหญ่  

แต่ก็ต้องเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับแฟนบอลและเจ้าตัว  อเล็กซานเดร ปาโต้ ถูกอาการบาดเจ็บรังควานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เขาแทบไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมเลยในฤดูกาล 2011 – 2012  คราวที่ได้ลงก็ไม่สามารถช่วยโชว์ฟอร์มโหดได้เหมือนเก่า นานวันเข้าก็ยิ่งเริ่มถดถอย สุดท้ายแฟนบอลหมดศรัทธา สุปาโต้ก็ได้อำลาทีมแจ้งเกิดไปในที่สุด  

 

สนับสนนโดย คาสิโนออนไลน์ฝากขั้นต่ำ 100

ตำนานยังมีชีวิตอย่าง มิเกล อาร์เตต้า

หลังจากบอกลาจากตำแหน่งมือขวาของกุนซืออย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า ของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ เป็นทางการแล้วพร้อมกับการกลับมายังถิ่นเก่าที่เคยค้าแข้งอย่าง อารืเซน่อล ในฐานะของกุนซือ ด้วยค่าจ้าง 5 ล้านปอนด์ต่อปีสัญญานาน 3 ปี ครึ่ง

 

หลังจากที่ อาร์เซน่อล ปลดกุนซือคนเก่าอย่าง อุไน เอเมนี่ และให้กุนซือขัดตาทัพอย่าง เฟรเดอริก ลุมเบิร์ก เข้ามาคุมทีมเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ล่าสุดไอ้ปืนใหญ่ ได้กุนซือคนใหม่ที่เป็นเด็กเก่าของทีมปืนใหญ่ก็คือ  มิเกล อาร์เตต้า ที่หลังจากแขวนสตั๊ดก็ไปเป็นผู้ช่วยให้กับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า ของ แมนฯซิตี้ อยู่พักใหญ่และยังมีส่วนพาทีมคว้าแชมป์ต่างๆอีกมากมาย ล่าสุดก็มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยนัดที่จะพบกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ยังจะเป็น ลุมเบิร์ก ยังคงคุมทีมอยู่

 

ปัจจุบันกุนซือวัย 37 ปี อย่าง มิเกล อาร์เตต้า เคยเล่นให้กับ อาร์เซน่อล ในช่วงปี 2011-2016 รวมการลงเล่นทุกรายการ 149 นัด และได้แขวนสตั๊ดและไปเป็นสตาฟโค้ชให้กับ แมนเชสเตอร์ซิตี้ และก็สร้างเสียงชื่อชมจากทั้งแฟนบอลและทีมผู้บริหารรวมไปถึงกุนซือของทีมอย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า จนทุกคนคาดการกันว่าถ้าจะมีกุนซือคนใหม่ของทีม ก็น่าจะเป็น อาร์เตต้า เนี่ยหล่ะที่เหมาะสมที่สุด แต่ผลจากการที่ อาร์เตต้า ยังเหลือสัญญากับ ซิตี้ อยู่นั้นทำให้ อาร์เซน่อล ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับทางซิตี้ เป็นเงิน 2 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 190 ล้านบาท เพื่อเอาตัวเขามาคุมทีม และก็ยังต้องจ่ายค่าสัญญาจ้างให้กับ อาร์เตต้า อีกปีล่ะ 5 ล้านปอนด์ด้วยสัญญา 3 ปีครึ่ง

 

ทั้งนี้ อาร์เตต้า จะเข้ามานำลูกทีมของเขาลงซ้อมในมื้อแรกก็ วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม 2562 โดยที่เกมล่าสุดที่จะพบกับ เอฟเวอร์ตัน ในวันเสาร์ที่ 21 นี้ จะยังให้ เฟรเดอริก ลุมเบิร์ก คุมทีมอยู่ก่อนโดย อาร์เตต้า จะแค่เข้าไปในดูในสนามเท่านั้นยังไม่มีการเริ่มงานแต่อย่างได โดยก่อนหน้านี้เช้าวันที่ 19 ธันวาคม อาร์เตต้า ได้เข้าไปอำลาผู้เล่นทีม แมนเชสเตอร์ซิตี้ และทีมงานสตาฟโค้ช ก่อนที่จะนำทีมลงซ้อมเป็นนัดสุดท้าย เพื่อไปคุมทีม อาร์เซน่อล และก็หนีไม่พบที่ต้องกลับมาเจอกับ เป็ป อย่างแน่นอนในฐานะคู่แข่งในพรีเมียร์ลีก 

 

มิเกล อาร์เตต้า เล่นให้กับ อาร์เซน่อล ตั้งแต่ปี 2011-2016 รวมประตูทุกรายการ 14 ประตู หากนับตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพ อาร์เตต้า ลงเล่นไปทั้งหมด 427 นัดรวททุกสโมสรที่ได้ไปอยู่ ยิงได้ 61 ลูก หากดูจากการยิงแล้วอาจจะไม่เยอะเหมือนใครๆ แต่เขาคือคนที่ปิดทองหลังพระเป็นคนสร้างสรรค์เกมให้กับเพื่อนร่วมทีมและยังมีความเป็นผู้นำสูงอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ สามารถมาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

ได้อีกครั้งในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งในขณะนั้นมี มานูเอล เปเยกรินี่ ผู้จัดการทีมชาวชิลี คุมทีมอยู่ และนักฟุตบอลคนสำคัญของทีมก็หนีไม่พ้น เซร์คิโอ กุน อเกวโร่ ศูนย์หน้าชาวอาร์เจนตินา ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ในฤดูกาล 2015-2016 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ สามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรอีกด้วย ยุคทองจริงๆ ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ คือยุคที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมชาวสเปน เป็นคนคุมทีม ในฤดูกาล 2017-2018 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ ด้วยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ จากการทำคะแนนได้ถึง 100 คะแนนในหนึ่งฤดูกาล (โดยนัดที่ทำให้ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ได้ 100 คะแนนนั้น คือนัดที่บุกไปเฉือน สโมสรเซาแธมป์ตัน ที่สนามเซนต์แมรี่ส์ สเตเดียม 1-0)

นอกจากนี้สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ

ยังทำประตูทีมคู่แข่งได้ถึง 106 ประตู ทำลายสถิติเดิม 103 ประตู ที่สโมสรเชลซี ทำไว้ ในฤดูกาล 2009-2010 อีกหนึ่งสถิติที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ทำได้ในฤดูกาล 2017-2018 คือ การเก็บชัยชนะรวมทั้งหมด 32 นัดในหนึ่งฤดูกาล ลบสถิติเดิมที่ สโมสรเชลซี ทำไว้ 30 นัด ในฤดูกาล 2016-2017 นอกจากนี้ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ยังทำสถิติเก็บชัยชนะได้ 18 นัดติดต่อกัน มากกว่าสถิติเดิม 13 นัดติดต่อกัน ที่ สโมสรเชลซี ทำไว้ในฤดูกาล 2016-2017 สถิติสุดท้ายที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ

ทำได้คือ การเก็บชัยชนะในเกมส์เยือนได้มากที่สุด 16 นัด จากสถิติเดิมคือ 15 นัด ซึ่งเจ้าของสถิติเดิมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ สโมสรเชลซี เจ้าเดิม ที่ทำไว้ในฤดูกาล 2004-2005 ในฤดูกาล 2017-2018 นี้ นอกจาก สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ จะสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จแล้ว ก็ยังสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตบอล อีเอฟแอลคัพ ได้อีกด้วย

โดยในนัดชิงชนะเลิศ เป็นการพบกันระหว่าง สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ กับ สโมสรอาร์เซน่อล ซึ่งในนัดนั้น สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ เอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-0 ที่ สนามกีฬาเวมบลีย์

 

สนับสนุนบทความโดย แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

สำหรับ 3 นักเตะที่มีค่าเหนื่อยเยอะที่สุดในโลก

นักฟุตบอลที่เก่งๆ มีอยู่หลายคนในโลกขณะนี้ แต่ถ้าถามถึงนักฟุตบอล ที่ได้ค่าเหนื่อยเยอะที่สุดในโลกนั้น ก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ซึ่งหลายคนก็อาจจะพอเดากันออกว่ามีใครบ้าง จะว่าไปแล้วก็สมศักดิ์ศรีอยู่ เพราะนักเตะที่ทางนิตยสารฟรอบส์ได้จัดอันดับมา ก็เป็นนักเตะที่มีฝีมือ มีความสามารถจริงๆ ลองมาดูว่ามีใครบ้าง ที่ติดอันดับนักฟุตบอลที่ได้ค่าเหนื่อยเยอะที่สุด

1.Lionel Messi หัวหอกชาวอเจนติน่าของเจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า

เจ้าของรางวัลบัลลงก์ดอร์ปีล่าสุด เป็นนักฟุตบอลที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลกด้วยมูลค่า 11 ล้านเหรียญ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมาะสมกับดีกรีความเก่งของเมสซี่ เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และสิ่งที่น่าประทับใจในตัวของนักเตะคนนี้ก็คือ เป็นนักเตะที่รู้จักคนที่มีบุญคุฯกับเขา นั่นก็คือทีมบาร์เซโลน่า ที่ช่วยเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม เราถึงไม่เห็นเมสซี่ ย้ายไปเลนที่สโมสรอื่นบ้าง

2.Cristiano Ronaldo นักเตะชาวโปรตุเกส ที่เป็นเจ้าของรางวัลมากมาย

ได้รับค่าเหนื่อยเป็นเงินปีละ 100 ล้านยูโร และนอกจากค่าตัวจากการเป็นนักฟุตบอลแล้ว โรนัลโด้ ยังมีค่าตัวจากการเป็นตัวแทนในการทำโฆษณาร่วกับไนกี้ และแบรนด์ดังระดับโลกอีกหลายแห่ง ทำให้เขามีค่าตัวมากเป็นอันดับสองของโลก รองจขากเมสซี่ และในอายุ 34 ปีที่เป็นวัยเกษียณของนักฟุตบอล แต่โรนัลโด้ก็ยังฟิตและพร้อมที่จะล่ารางวัลต่อไปให้กับตัวเอง และสโมสร

3.Neymar Jr.นักเตะบราซิเลียนคนนี้

ได้รับเหนื่อยจากการเป็นนักเตะอยูที่ 90 ล้านเหรียญและเงินรางวับอีก 75 ล้านเหรียญ เป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยเป็นอันดับ 3 ของโลก และการเซ็นสัญญากับทีมแดนน้ำหอมอย่าง เปเอชเช ก็ทำให้เนมาร์ กลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์ดังหลายแห่งอย่างเช่น ไนกี้ แมคโดนัลส์ และ red bull 

ถ้าหากคุณชื่นชอบกีฬาสนุกเกอร์มากๆ หรือคุณคือผู้ที่ชอบเล่นกีฬาประเภทนี้เป็นชีวิตจิตใจ

        คุณคงรู้จักคำว่าเซนจูรีเบรก นั้นคือการทำคะแนนได้มากกว่าหนึ่งร้อยคะแนนในการเล่นไม้เดียว นั้นเรียกได้ว่ายากมากๆ ถึงกระนั้นถ้าคุณเล่นบ่อยๆหรือเป็นเซียนโต๊ะสนุกแล้ว ก็อาจจะเกิดขึ้นได้บ้างถ้าคุณพยายามจะทำมัน แต่ว่าการที่จะทำเซนจูรีเบรกในการแข่งขันได้ถึงหนึ่งพันครั้งในหนึ่งช่วงชีวิตหนึ่ง คุณคงคิดออกว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลย และตั้งแต่มีกีฬาประเภทนี้มาเพิ่งมีชายคนเดียวที่สามารถทำได้ในการแข่งขัน เขาคือ รอนนี ซุลลิแวน เขาเป็นนักกีฬาสนุกเกอร์ชาวไอริชมือวางอันดับ 1 ของโลกนั้นเอง

        เขาเพิ่งจะทำได้เมื่อไม่นานนี้เอง ในศึก เพลย์เยอร์ส แชมเปียนชิพ Players Championship เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ เขาได้มีโอกาสที่จะทำได้ในเกมนี้ และแล้วเขาก็ทำได้ในเกมสุดท้าย เขาเอาชนะคู่แข่ง นีล โรเบิร์ตสัน ไปได้อย่างขาดรอยที่ 10-4 เฟรม เขาได้จาลึกประวัติศาสตร์ผู้แรกของโลกในอาชีพนี้ที่ทำ เซนจูรีเบรก ได้ครบ หนึ่งพันครั้ง เป็นที่ฮือฮาในวงการกีฬาสนุกเกอร์อย่างมาก

        ในช็อตสำคัญตอนที่กำลังทำเซนจูรีเบรก รอนนี่ ได้โชว์เหนือสลับมือขวามาใช้มือซ้ายอีกซะด้วย ช่างเป็นอะไรที่เหนือคาดจริงๆ ในสนามแข่งระงบไปด้วยเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมและแฟนๆของเขา สำหรับ รอนนี โอซูลลิแวน เป็นนักกีฬาสนุกเกอร์ที่สร้างชื่อเสียงด้วยการเล่นดที่ดุดันมาก และรวดเร็วมากๆ และเขาก็ยังเล่นได้ทั้งสองมือ เปรียบเสมือน โรนัลโด้ ในวงการฟุตบอลเลยทีเดียว

รายการนี้ทำให้ รอนนี่กลายเป็นแชมป์ครั้งที่ 35 ทั้งที หลังจากนั้นอีก 20 วัน

        เขาก็ได้เดินหน้าคว้าแชมป์ โครัล ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 ( Coral Tour Championship 2019 ) เป็นครั้งที่ 16 เท่าๆกับ สตีเฟน เฮนดรี้ แล้วเขาก็ได้ขึ้นสู่อันดับหนึ่งของโลกทั้งที ซึ่งในตอนนี้ มีผู้ที่ทำเซนจูรีเบรกตามหลัง รอนนี โอซุลลิแวน อันดับสองเป็นของ สตีเฟน เฮนดรี 775ครั้ง อันดับสาม คือ จอห์นฮิกกินส์

ในสหรัฐอเมริกา กีฬาที่ดังที่สุดและมีแฟนๆมากที่สุดชนิดหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคือ “กีฬาอเมริกันฟุตบอล”

ถึงแม้ในบางประเทศรวมถึงประเทศไทยของเราจะไม่ค่อยให้ความนิยมสักเท่าไหร่ สู้กับลีกกีฬาฟุตบอลอังกฤษไม่ได้ แต่ถ้าวัดกับฐานแฟนๆผู้ชมทั่วทั้งโลก และนำไปเปรียบเทียบกับกีฬาอื่นๆทุกประเภทแล้ว กีฬาอเมริกันฟุตบอลถือเป็นกีฬาที่มีผู้เข้าชมบนสนามแข่งต่อหนึ่งการแข่งขัน มากที่สุดบนโลกใบนี้เลยทีเดียว เฉลี่ยแล้ว 68,400 คนต่อหนึ่งนัด ยิ่งถ้าพูดถึงรายการการแข่งบันที่ใหญ่ที่สุดและเป็นนัดชูโรงที่ดึงดูดแฟนๆผู้ชมมากที่สุดแบบล้นทั้งในสนามแข่งและหน้าจอโทรทัศน์ นั้นคือ The Super Bowl 

และแน่นอนเป็นที่รู้กันว่า ในเมื่อฐานผู้ชมแฟนๆกีฬาอเมริกันฟุตบอลนี้มากจนล้นขนาดนี้ ในเกมส์การแข่งขันแต่ละนัดจึงเป็นการแข่งขันที่จริงจังและดุเดือดมากๆ ทำให้นักกีฬาที่มีฝีมือดีย่อมได้ความนิยมและรายได้ก็จะสูงตามมา รายได้ที่เข้ามาได้หลายทางของนักกีฬา ที่แน่ๆคือมี รายได้จากค่าเหนื่อยของสโมสร และ รายได้จากการเป็นฟรีเซนเตอร์โฆษณาต่างๆ

เรามาดูกันว่า 10 นักอเมริกันฟุตบอล ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปีนี้ มีใครกันบ้าง ทุกคนทำงาน ฝึกซ้อม ทุมเทมามาก เพราะมาให้ถึงจุดนี้ได้ พวกเขาเหล่านี้สมควรได้รับรายได้ระดับนี้ แฟนๆทุกคนต่างรู้ดี

อันดับ 1 Matthew Stafford ทีม DETROIT LIONS
รายได้รวม: 52.5 ล้านเหรียญ

อันดับ 2 Cam Newton ทีม CAROLINA PANTHERS
รายได้รวม: 34.7 ล้านเหรียญ

อันดับ 3 Andrew Luck ทีม INDIANAPOLIS COLTS
รายได้รวม: 30 ล้านเหรียญ

อันดับ 4 Derek Carr ทีม OAKLAND RAIDERS
รายได้รวม: 27.2 ล้านเหรียญ

อันดับ 5 Kawann Short ทีม CAROLINA PANTHERS
รายได้รวม: 26.1 ล้านเหรียญ

อันดับ 6 Drew Brees ทีม NEW ORLEANS SAINTS
รายได้รวม: 26 ล้านเหรียญ

อันดับ 7 Josh Norman ทีม WASHINGTON REDSKINS
รายได้รวม: 25.7 ล้านเหรียญ

อันดับ 8 Kirk Cousins ทีม WASHINGTON REDSKINS
รายได้รวม: 25.4 ล้านเหรียญ

อันดับ 9 DeAndre Hopkins ทีม HOUSTON TEXANS
รายได้รวม: 25 ล้านเหรียญ

อันดับ 10 Stephon Gilmore ทีม NEW ENGLAND PATRIOTS
รายได้รวม: 23.2 ล้านเหรียญ

ทำไมมีใครหลายๆคน ชอบพูดว่าถ้าได้มีการแข่งขันฟุตบอลแล้วทำไมเจ้าบ้านที่ต้อนรับถึงได้เปรียบผู้มาเยือนถิ่น

ใครเป็นคอกีฬาประเภททีมอย่างเช่น ฟุตบอล คงจะพอคุ้นเคยกับความเชื่อที่ว่า เจ้าบ้านมักได้เปรียบ หรือก็คือเจ้าบ้านมีโอกาสชนะมากกว่าคู่แข่ง เหตุผลที่ทำให้ได้เปรียบมีการอ้างไปหลายหลาก นอนที่บ้านกินที่บ้านย่อมสบายกว่าคู่แข่ง คุ้นเคยกับสนามมากกว่า หรือเตหุผลที่นิยมใช้ที่สุดคือมีกองเชียร์คอยให้กำลังใจมากกว่า

เรื่องเจ้าบ้านเป็นต่อไม่ได้มีเฉพาะกีฬาอย่างฟุตบอล มันแผ่ไปเกือบทุกกีฬาโดยเฉพาะกีฬาประเภททีม บาสเกตบอล อเมริกันฟุตบอล วอลเลย์ ตะกร้อ แต่ความเชื่อแบบนี้ถูกต้องแค่ไหน มีใครสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ เราจะมาลองพูดถึงเรื่องนี้กัน

ในปี 2012 นักเศรษฐศาสตร์กีฬาสองท่านคือ Tobias Moskowitz และ Jon Wertheim ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Scorecasting , The hidden influence behind how sports are played and games are won” ซึ่งเป็นผลงานที่ทั้งคู่ทุ่มเทศึกษา

โดยจะเน้นศึกษากีฬาประเภทที่มีการจัดการแข่งขันแบบ league หรือการจัดการแข่งขันแบบที่ทุกทีมจะต้องเจอกันหมดทั้งแบบเหย้า(เจ้าของสนาม)และเยือน(ไม่ใช่เจ้าของสนาม) เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าบ้านได้เปรียบจริงหรือเปล่า และอะไรกันแน่ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดผลแบบนั้น ผลการศึกษาทางด้านสถิติของทั้งคู่ทำให้เราพูดได้เต็มปากแล้วว่า “เจ้าบ้านได้เปรียบ”

“เวลานักกีฬาเล่นที่บ้านของตนเอง ตามสถิติแล้วพวกเขาไม่ได้เล่นดีมากกว่านอกบ้าน พวกเขาไม่ได้ตีลูกเบสบอล หรือเตะส่งบอลได้ดีกว่า กองเชียร์ก็ไม่ค่อยมีผลต่อนักกีฬาเจ้าบ้านหรือไปก่อกวนนักกีฬาผู้มาเยือนมากนัก”

แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้าบ้านชนะมากกว่า? คำตอบสั้นๆ “กรรมการ” Moscowitz และ Wertheim พบว่า กรรมการค่อนข้างที่จะเอาใจเจ้าบ้าน อาจจะเป็นการบอก Strike รอบที่สามในเบสบอล หรือ การให้ลูกโทษในกีฬาฟุตบอล และเหตุผลที่กีฬาฟุตบอลมีสถิติเจ้าบ้านเป็นฝ่ายชนะมากกว่าในกีฬาอื่นถึง 10% ก็เพราะว่ากีฬาฟุตบอลเป็นเพียงกีฬาเดียวที่กรรมการแทบจะสามารถควบคุมผลแพ้ชนะได้ด้วยการเป่านกหวีดลูกโทษ

ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าเราควรจะเชียร์ทีมรักแบบไหนดี

สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ สามารถมาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้อีกครั้งในฤดูกาล 2013-2014

ซึ่งในขณะนั้นมี มานูเอล เปเยกรินี่ ผู้จัดการทีมชาวชิลี คุมทีมอยู่ และนักฟุตบอลคนสำคัญของทีมก็หนีไม่พ้น เซร์คิโอ กุน อเกวโร่ ศูนย์หน้าชาวอาร์เจนตินา ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ในฤดูกาล 2015-2016 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ

สามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรอีกด้วย ยุคทองจริงๆ ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ คือยุคที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมชาวสเปน เป็นคนคุมทีม ในฤดูกาล 2017-2018 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ ด้วยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษ

จากการทำคะแนนได้ถึง 100 คะแนนในหนึ่งฤดูกาล

โดยนัดที่ทำให้ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ได้ 100 คะแนนนั้น คือนัดที่บุกไปเฉือน สโมสรเซาแธมป์ตัน ที่สนามเซนต์แมรี่ส์ สเตเดียม 1-0) นอกจากนี้สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ยังทำประตูทีมคู่แข่งได้ถึง 106 ประตู ทำลายสถิติเดิม 103 ประตู ที่สโมสรเชลซี ทำไว้ ในฤดูกาล 2009-2010 อีกหนึ่งสถิติที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ทำได้ในฤดูกาล 2017-2018 คือ การเก็บชัยชนะรวมทั้งหมด 32 นัดในหนึ่งฤดูกาล ลบสถิติเดิมที่ สโมสรเชลซี ทำไว้ 30 นัด ในฤดูกาล 2016-2017

นอกจากนี้ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ยังทำสถิติเก็บชัยชนะได้ 18 นัดติดต่อกัน มากกว่าสถิติเดิม 13 นัดติดต่อกัน ที่ สโมสรเชลซี ทำไว้ในฤดูกาล 2016-2017 สถิติสุดท้ายที่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ ทำได้คือ การเก็บชัยชนะในเกมส์เยือนได้มากที่สุด 16 นัด จากสถิติเดิมคือ 15 นัด

ซึ่งเจ้าของสถิติเดิมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ สโมสรเชลซี เจ้าเดิม ที่ทำไว้ในฤดูกาล 2004-2005 ในฤดูกาล 2017-2018 นี้ นอกจาก สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ จะสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จแล้ว ก็ยังสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันฟุตบอล อีเอฟแอลคัพ ได้อีกด้วย

โดยในนัดชิงชนะเลิศ เป็นการพบกันระหว่าง สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ กับ สโมสรอาร์เซน่อล ซึ่งในนัดนั้น สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ เอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-0 ที่ สนามกีฬาเวมบลีย์